ไทยพร้อมผลิตยาหวัดป้อนอาเซียน

ไทยพร้อมผลิตยาหวัดป้อนอาเซียน

นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรอบข้อตกลงที่จะนำเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวก 3 ในวันนี้ ที่ประชุมเห็นว่าแต่ละประเทศจะต้องเร่งพิจารณาความพร้อมแผนรับมือการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิด เอ เอช1เอ็น1 ทั้งการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังโรค การดูแลผู้ป่วย และการให้คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่า ให้เรียกชื่อเมืองแทนชื่อประเทศ ที่มีการแพร่ระบาดของโรค แต่ต้องเป็นการแพร่ระบาดมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งนี้เห็นควรมีการคัดกรองผู้โดยสารขาออกของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะด่านทางบกที่มีพื้นที่ค่อนข้างยาวและกว้างขวาง รวมทั้งต้องปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตยาให้ทันสมัยและเพียงพอ

สำหรับมาตรการระยะยาวที่ประชุมยังเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคลังยาภูมิภาค เพื่อให้แต่ละประเทศมีปริมาณยาเพียงพอต่อจำนวนประชากร ซึ่งจะต้องได้รับการ สนับสนุนจากประเทศที่มีศักยภาพ

ด้านนพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมบริหารองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า อภ.มีความพร้อมในการผลิตยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือยาโอเซลทามิเวียร์ โดยมีศักยภาพในการผลิต 4 วัน ได้ 1 ล้านเม็ด และหากมีความต้องการมากกว่านี้ก็สามารถเพิ่มจำนวนการผลิตได้

ดังนั้น หากที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนมีข้อเสนอให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยา อภ.ก็มีความพร้อมสามารถผลิตยาให้กับภูมิภาคอาเซียนได้ ซึ่งในอนาคตอภ.ได้เตรียมสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยจะเตรียมจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้เร็วมากยิ่งขึ้น

การประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวก 3 เพื่อสกัดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จัดขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี โดยมีปลัดกระทรวงและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาวุโสจาก 10 ประเทศอาเซียน รวมทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เข้าร่วมประชุมท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นจากตำรวจกว่า 6 กองร้อย และทหารจากกองพันสารวัตรทหารที่ 11 กว่า 300 นาย

อ่านต่อที่ : ไทยพร้อมผลิตยาหวัดป้อนอาเซียน

กม.มั่นคงคุม ถก’อาเซียน’ มั่นใจไร้ม็อบ

กม.มั่นคงคุม ถก’อาเซียน’ มั่นใจไร้ม็อบ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า การประชุมอาเซียนซัมมิตและประเทศคู่เจรจาในวันที่ 13-14 มิ.ย. ที่ จ.ภูเก็ต ทางรัฐบาล จะประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ให้พื้นที่ จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ความมั่นคง

รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ไม่กระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งไม่กระทบต่อการท่องเที่ยว และจะเป็นการประกาศในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนและระหว่างการประชุมเท่านั้น

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า การใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงจะทำให้รัฐสามารถใช้ทหารเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยได้ และจะพยายามทำให้ภาคใต้ปลอดการชุมนุม ไม่ยอมให้เกิดเหตุแบบพัทยาอีก

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องมือของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ในการใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เข้ามาในกรอบของกฎหมายความมั่นคงได้ ซึ่งจะช่วยให้มีมาตรการในเชิงป้องกันได้มากขึ้น แต่จะขอดูเงื่อนไขอีกครั้งหนึ่ง

ขณะนี้ได้มีการประสานงานกับหลายประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับในทางบวก มีเพียงอินเดียที่อยู่ระหว่างการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ ในการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ส่งกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 1 กว่า 5,000 นาย เสริมกำลังดูแลความปลอดภัย โดยจะใช้ทหารทั้งจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเคยมีประสบการณ์สลายม็อบเสื้อแดง เมื่อวันที่ 12-13 เม.ย.ที่ผ่านมา

อ่านต่อที่ : กม.มั่นคงคุม ถก’อาเซียน’ มั่นใจไร้ม็อบ

บันทึกโพสใน อื่นๆ. Leave a Comment »

เปิดประชุม รมต.สธ.อาเซียน +3 อย่างเป็นทางการแล้ว

ประชุมสธ.อาเซียนหนุนไทยผลิตวัคซีน

ประชุมสธ.อาเซียนหนุนไทยผลิตวัคซีน

รักษาโรคหวัด2009 

องค์การอนามัยโลกยังต้องเฝ้าระวังพื้นที่แพร่ระบาดในทวีปยุโรป หลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหย๋สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศโปแลนด์เป็นประเทศล่าสุด ขณะที่ชาวเม็กซิกันเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว เช่นเดียวกับที่จีนได้ยกเลิกการกักกันโรคผู้โดยสารบนเที่ยวบินจากแดนจังโก้เมื่อ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ประชุม จนท. สาธารณ สุขอาวุโสอาเซียนบวก 3 เห็นพ้องมาตรการแก้ ไขไข้หวัดมรณะ เน้นเฝ้าระวัง ควบคุมโรค รักษารวดเร็ว รมต.สาธารณสุขจีน ประกาศหนุนไทยวิจัย-ผลิตวัคซีนไข้หวัดมรณะ ส่วน “องค์การอนามัยโลกยืนยันจำเป็นต้องศึกษาวิจัยพันธุกรรมการแพร่เชื้อ เพื่อลดผลกระทบ ด้านธนาคารโลกเตรียมเงินช่วยเหลือรับมือ พร้อมประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจเม็กซิโก ขณะที่ทั่วโลกพบผู้ป่วยเกือบ 2 พันราย ตายแล้ว 31 ศพ

เริ่มประชุมรมต.สธ.อาเซียน
 
ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 7 พ.ค. นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการ ประชุมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาวุโส 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ไทย และอีก 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ร่วม 100 คน ซึ่งเป็นการประชุมสมัยพิเศษว่าด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. เพื่อร่วมมือสกัดกั้นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไม่ให้แพร่ระบาดในภูมิภาค ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 500 ล้านคน
 
ทั้งนี้การประชุมดังกล่าว ในการประชุมดังกล่าวได้มีการนำเทปคำปราศรัยของนายแพทย์เดวิด นาบาร์โร หัวหน้าองค์กรความร่วมมือด้านไข้หวัดใหญ่แห่งสหประชาชาติ และการทำระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์สดกับศูนย์ควบคุมป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นการทบทวนสถาน การณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 รวมทั้งประเด็นของการพัฒนาวัคซีนในสหรัฐอเมริกา เพื่อต่อสู้กับโรคนี้ และรับทราบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 และการรับมือของนานาชาติโดย นพ.เคอิจิ ฟูกูดะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านความปลอดภัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลก โดยมี นพ.ทูมัส พาลู หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ฝ่ายความร่วมมือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ธนาคารโลก เป็นผู้ดำเนินรายการประชุม

จีนสนับสนุนไทยผลิตวัคซีน
 
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าประชุม นาย  วิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข เปิดเผยหลังเข้าหารืออย่างไม่เป็นทางการกับนายเฉิน ฉู่ รมว. สาธารณสุข ประเทศจีน ว่า ได้มีการพูดคุยถึงความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ โดยทางจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจพร้อมสนับสนุนยาโอเซลทามีเวียร์ให้กับทุกประเทศ รวมทั้งสนับสนุนประเทศไทยด้านเทคโนโลยีเพื่อการวิจัยและผลิตวัคซีน ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ นายเฉิน ฉู่ กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้เพื่อสร้างความ ร่วมมือการป้องกันและควบคุมโรคในระดับภูมิภาค ถือเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเกรงว่าอาจ เกิดการระบาดใหม่ในรอบที่ 2 จึงขอให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนร่วมมือกันโดยเน้นมาตรการป้องกัน หลังจากที่มีผู้ป่วยยืนยันในฮ่องกง 

ทั่วโลกป่วยตายแล้ว 31 ราย
 
สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงาน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 พ.ค. ตามเวลาประเทศไทย พบผู้ป่วยใน 23 ประเทศ จำนวน 1,893 ราย เสียชีวิต 31 ราย ดังนี้ สหรัฐอเมริกาป่วย 642 ราย เสียชีวิต 2 ราย เม็กซิโกป่วย 942 ราย  เสียชีวิต 29 ราย ที่เหลืออีก 21 พื้นที่ไม่มีรายงานเสียชีวิต ได้แก่ ออสเตรีย 1 ราย แคนาดา 165 ราย จีน (ฮ่องกง) 1 ราย โคลอมเบีย 1 ราย คอสตาริกา 1 ราย เดนมาร์ก 1 ราย เอลซัลวาดอร์ 2 ราย ฝรั่งเศส 5 ราย เยอรมนี 9 ราย กัวเตมาลา 1 ราย ไอร์แลนด์ 1 ราย อิสราเอล 4 ราย อิตาลี 5 ราย เนเธอร์ แลนด์ 1 ราย นิวซีแลนด์ 5 ราย โปรตุเกส 1 ราย เกาหลีใต้ 2 ราย สเปน 73 ราย สวิตเซอร์แลนด์ 1 ราย สหราชอาณาจักร 28 ราย และสวีเดน 1 ราย

กัวเตมาลา-สวีเดน เริ่มระบาด
 
ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่ห้องนภาลัย บอลล์รูม พญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ทูมัส พาลู หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ฝ่ายความร่วมมือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ธนาคารโลก ร่วมกันแถลงผลการประชุมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาวุโสประเทศสมาชิกอาเซียน บวก 3 โดย พญ.ศิริพร กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 พบการระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอเมริกาและบางประเทศของยุโรป และมีพื้นที่ที่พบการระบาดใหม่ 2 แห่ง คือ กัวเต มาลา และสวีเดน ในภูมิภาคเอเชียมี 3 พื้นที่ คือ อิสราเอล ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ที่พบผู้ป่วย มีพื้นที่ที่ไม่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในรอบ 7 วัน ได้แก่ ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งนี้ในที่ประชุมทางไกลผ่านระบบดาวเทียมร่วมกับ พญ.แอนนี่ ชูชัท ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา และ นพ.เคอิจิ ฟูกูดะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอนามัยโลก ด้านความปลอดภัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ทุกประเทศให้ความสนใจ ได้มีการสอบถามประเด็นเกี่ยวกับเชื้อไวรัส รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาด   

วอนทุกประเทศเข้มงวด-ป้องกัน
 
พญ.ศิริพร กล่าวต่อว่า ทาง นพ.เคอิจิ ได้ระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถระบุทิศทางในการปรับเพิ่มหรือลดระดับความรุนแรงของการระบาดจากระดับ 5 ได้ สิ่งสำคัญคือ ทุกประเทศต้องร่วมกันเข้มงวดในเรื่องของการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วย อาจต้องมีมาตรการในการคัดกรองผู้ที่จะเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพกว่าการคัดกรอที่ประเทศปลายทาง  อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเฝ้าระวังควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ตามประกาศความรุนแรงการระบาดระดับ 5 ขององค์การอนามัยโลก โดยไม่ให้มีผลกระทบต่อการเดินทาง การค้าขาย และวิถีชีวิตประชากร ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ มาตรการเฝ้าระวังโรคตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อและควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว มาตรการการควบคุมโรคกรณีที่พบผู้ป่วย เพื่อจำกัดวของการแพร่ระบาดให้ได้เร็วและแคบที่สุด และมาตรการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้ในภูมิภาคอาเซียนมีสต๊อกยาโอเซลทามิเวียร์อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ 5 ล้านเม็ด ส่วนไทยเตรียมไว้ 5 ล้านเม็ดเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการพัฒนาวัคซีนสำหรับใช้ในภูมิภาค
 
พญ.ศิริพร กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ทั้งจากศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา และองค์การอนามัยโลก ระบุว่าเชื้อไวรัสนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยทางด้านพันธุกรรม ลักษณะการแพร่เชื้อ และด้านคลินิก เพื่อลดผลกระทบต่อคน  โดยการให้การรักษาอย่างรวดเร็วและควบคุมอย่างทันการ รวมทั้งการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชน ยังมีความจำเป็นและต้องทำต่อเนื่อง ซึ่งจากการนำเสนอมาตรการของประเทศอาเซียน และจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ในวันนี้ ล้วนยึดหลักเตรียมพร้อมการเฝ้าระวังป้องกันตามมาตรฐานสากล และบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ยังได้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร โต้ตอบกระแสข่าวลือเกี่ยวกับโรคนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความร่วมมือกันในระดับอาเซียน บวก 3 ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชากรของอาเซียนและประชากรโลก

ธนาคารโลกกันงบช่วยเหลือ
 
ด้าน นพ.ทูมัส พาลู หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ฝ่ายความร่วมมือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ธนาคารโลกกล่าวว่า สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เพราะโรคซาร์สและไข้หวัดนกที่เกิดการแพร่ระบาดในช่วงก่อนหน้านี้ ก็เพิ่งสามารถสรุปผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดจากโรคระบาดมีทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไรก็ตาม ในการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในครั้งนี้ เม็กซิโกจะเป็นประเทศแรกที่จะได้รับการประเมินในเรื่องนี้ เพราะนอกจากเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดมากแล้ว ยังเป็นประเทศแรกที่ใช้มาตรการควบคุมทางสังคม
 
นพ.ทูมัส พาลู กล่าวต่อว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือของทางธนาคารโลกนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดตัวเลขที่ชัดเจน แต่ได้มีการกันงบประมาณไว้แล้ว สำหรับรับมือกับโรคระบาด และยังสามารถหาแหล่งทุนเพิ่มได้หากจำเป็น

ร่างข้อตกลงเสนอรมต.อาเซียน
 
ถัดมาเมื่อเวลา 18.00 น. นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงผลสรุปเบื้องต้นในการประชุม ที่จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุม รมต. สาธารณสุขอาเซียน บวก 3 ในวันที่ 8 พ.ค. ว่า เบื้องต้นจะให้แต่ละประเทศกลับไปจัดเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผนในการรับมือการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีแผนจัดเตรียมรับมือการแพร่ระบาดของโรคไว้อยู่แล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ 1. การปรับปรุงระบบการเฝ้าระวังโรค ให้สามารถตรวจจับโรคได้เร็วขึ้น 2.การปรับปรุงระบบการดูแลผู้ป่วยให้ดีและรวดเร็วขึ้น 3.ให้ความรู้และคำแนะนำแก่ประชาชน ในการดูแลป้องกันตนเอง 
 
นอกจากนี้ยังมีการหารือในประเด็นความร่วมมือในการคัดกรองผู้เดินทางระหว่างประเทศ โดยให้ประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคทำการคัดกรอที่จะเดินทางออกนอกประเทศให้เข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการนี้ต้องอยู่บนเงื่อนไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค และเห็นตรงกันว่าประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคควรที่จะแสดงความรับผิดชอบโดยมาตรการนี้ ส่วนการแจ้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนั้น เห็นตรงกันว่า ควรระบุเป็นแค่ชื่อเมืองเฉพาะพื้นที่ที่เกิดการแพร่ระบาดของโรค ไม่ควรแจ้งเป็นชื่อประเทศ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศในภาพรวม สำหรับการแพร่ระบาดนั้นควรพิจารณาจากระยะเวลาในการแพร่ระบาดซึ่งต้องมีเวลานานพอสมควร ไม่ใช่พบคนไข้แค่ 1 ราย ก็ประกาศว่าเป็นพื้นที่ระบาด
 
นพ.คำนวณ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการสต๊อกยาในภูมิภาคอาเซียนนั้น เห็นตรงกันว่า ในแต่ละประเทศควรจะมีการสำรองยาส่วนหนึ่งให้เพียงพอกับการแพร่ระบาดที่จะเกิดขึ้นในประเทศนั้น ๆ ควรมีการผลิตเพิ่ม แต่หากประเทศที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคมียาสำรองไว้ใช้ไม่เพียงพอ ประเทศสมาชิกจะต้องเร่งให้การช่วยเหลือโดยเร็ว โดยเฉพาะการเบิกยาที่มีการจัดเก็บสต๊อกยากลางไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังได้มีการตกลงในเรื่องการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาและวัคซีน ซึ่งตัวแทนทุกประเทศต่างเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ ซึ่งประเทศที่มีความพร้อมด้านความรู้และเทคโนโลยีต้องถ่ายทอดให้กับประเทศที่ต้องการ ซึ่งเป็นเพียงข้อตกลงในภูมิภาคนี้

เม็กซิโกกลับสู่สภาพเดิม
 
ด้าน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงเม็กซิโกซิตีประเทศเม็กซิโกว่า ชาวเม็กซิกันเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากต้องปิดทำการชั่วคราว 5 วันตามคำสั่งของรัฐบาลเม็กซิโกตั้งแต่วันที่  1-5 พ.ค. ที่ผ่านมา เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตซึ่งได้รับการยืนยันและตรวจสอบแล้วในประเทศเม็กซิโกได้ปรับเพิ่มขึ้นมาจาก 29 ศพ เพิ่มเป็น 42 ศพ แต่ทางรัฐบาลเม็กซิโกยืนยันว่า การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงได้ยุติลงแล้ว จึงสามารถผ่อนปรนมาตรการเข้มงวดด้านการค้าและกิจกรรมในที่สาธารณะ
 
องค์การอนามัยโลก ได้แจ้งตัวเลขผู้ติดเชื้อล่าสุดนั้น เพิ่มขึ้นเป็น 24 ประเทศแล้ว มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 2,000 ราย โดยสวีเดนและโปแลนด์เป็นสองประเทศล่าสุดที่รายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส ทั้งนี้มีรายงานจากกรุงวอร์ซอประเทศ โปแลนด์ ตามคำแถลงของนางอีวา โคแปซ รมว. สาธารณสุขโปแลนด์ ระบุว่า ผลการตรวจผู้ป่วยเป็นหญิงวัย 58 ปี ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากนครนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น พบว่าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งถือเป็นรายแรกของประเทศ และ เป็นประเทศที่ 24 ของโลก
      
ส่วนอาการของหญิงผู้ติดเชื้อรายนี้ยังทรงตัวอยู่ และรักษาอยู่ในโรงพยาบาลที่มือง  มีเลชทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ดังนั้น ทางองค์การอนามัยโลกจึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดสำหรับการแพร่ระบาดในทวีปยุโรป และอาจจะต้องประกาศเป็นโรคระบาด หากยังพบการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โฆษกองค์การอนามัยโลกแถลงอีกว่า จะขอให้ประเทศต่าง ๆ พิจารณา   ใช้มาตรการที่ต่างกันออกไปในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เช่น การระงับการเดินทางระหว่างประเทศ เป็นต้น

“จีน” เลิกมาตรการกักกันโรค
 
ที่กรุงปักกิ่งประเทศจีน สำนักข่าวซิน หัวของทางการจีนรายงานว่า จีนเริ่มยกเลิกมาตร การกักกันโรค 7 วันสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากกรุงเม็กซิโกซิตีเที่ยวบินเดียวกับชาวเม็กซิกันที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยแวะพักที่มืองเซี่ยงไฮ้ก่อนมาลงที่ฮ่องกง โดยผู้โดยสารเหล่านี้ซึ่งมีนักศึกษาแคนาดารวมอยู่ด้วย 25 คน ก็จะได้รับการปล่อยตัวไม่ต้องถูกกักกันโรคอีกต่อไป หากไม่แสดงอาการติดเชื้อ ส่วนที่โรงแรมเมโทร ปาร์คในฮ่องกง ซึ่งมีแขกที่มาพักและพนักงาน โรงแรมร่วม 300 คน ถูกกักกันโรค 7 วันตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ก็จะได้รับการปล่อยตัวในวันศุกร์ที่ 8 พ.ค.นี้
 
นายแอนโธนี เฟาชี หัวหน้าแผนกโรคติดเชื้อและภูมิแพ้สถาบันอนามัยแห่งชาติของสหรัฐ แถลงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐกำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังเพราะตัวเชื้อซึ่งไม่อาจคาดหมายได้ว่าต่อไปจะพัฒนาไปได้ถึงขนาดไหน ส่วนศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐ แจ้งตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มเติ่มในประเทศอีกร้อยละ 60 จาก 403 คน เป็น 642 คน และระบาดลุกลามไปถึง 41 รัฐทั่วประเทศแล้ว.

อ่านต่อที่ : ประชุมสธ.อาเซียนหนุนไทยผลิตวัคซีน

รบ.งัด กม.ความมั่นคง

รบ.งัด กม.ความมั่นคง

เตรียมให้ทหารดูแลการประชุมสุดยอดอาเซียน
             
หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเมืองพัทยา รับบาลงัดกฎหมายความมั่นคง รักษาความปลอดภัยการประชุมอาเซียนซัมมิทที่ภูเก็ต"เทพเทือก"ระบุ ใช้ กม.ความมั่นคงเปิดทางทหารรักษาความสงบ ลั่น ไม่ยอมให้เกิดเหตุร้ายอีกเด็ดขาด “อนุพงษ์” มั่นใจแผนรับมือการประชุมสุดยอดผู้นำจะผ่านไปด้วยดี ด้าน พท. ร้อง ป.ป.ช. สอบเหตุสลายชุมนุม “สงกรานต์เลือด” วอนทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกับพันธมิตรฯ เดินหน้าร้องกก.สิทธิ-ยูเอ็น รวมข้อมูลกล่าวโทษ “เนวิน” ด้าน “จตุพร” ไม่เข็ด ขู่จะตอบโต้ ตร.ที่ตั้งข้อกล่าวหาอย่างสาสม เตรียมแฉหลักฐานจับผิด “มาร์ค-เทือก” ไม่อยู่ในรถที่ มท. ตร.ดุสิต คุมตัว “แรมโบ้อีสาน” พร้อมสำนวนฟ้องทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มั่วสุมตั้งแต่ 5 คน ส่งอัยการคดีศาลแขวง นัด 13 พ.ค. ด้าน “ผู้ว่าฯ ชลบุรี” ไม่ท้อถูกเด้งสังเวยอาเซียนพัทยา มาเป็นผู้ว่าฯ แปดริ้ว ย้ำ เหมาะสมที่สุด ขณะที่  “ผบ.ทบ.” ชี้ สัปดาห์หน้ารู้ผลฟ้องคนปูดอยู่เบื้องหลังยิง “สนธิ” ยอมรับเรื่องยาก ตรวจกระสุนเล็ดลอด

ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง
 
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 พ.ค. ที่หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อเสนอของกองทัพที่จะให้ใช้ พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อดูแลการประชุมอาเซียนซัมมิทกับประเทศคู่เจรจา ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11-12 มิ.ย.นี้ ที่ จ.ภูเก็ต ว่า กฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องมือของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ในการใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ เข้ามาในกรอบของกฎหมายความมั่นคงได้ ซึ่งตามกฎหมายจะมีเงื่อนไขอยู่แล้ว จะช่วยให้เรามีมาตรการในเชิงป้องกันมากยิ่งขึ้น และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ก็จะคล่องตัวมากขึ้น แต่จะ ขอไปดูเงื่อนไขอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะใช้จริง เราจะทำความเข้าใจให้ได้ว่าการประกาศตรงนี้หมาความว่าอะไร

ยัน ปชช.ในพื้นที่ให้ความร่วมมือ
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะพยายามไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรามุ่งหวังว่าจะเป็นเวลาช่วงจำกัด และความไม่สะดวเวลาที่มีการจัดการประชุมในลักษณะนี้เหมือนกับที่อื่นทั่วโลก เช่น เรื่องที่จอดรถ ซึ่งคิดว่าประชาชนในพื้นที่ที่เป็นเจ้าภาพก็พร้อมให้ความร่วมมือในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา เมื่อถามว่าขณะนี้ผู้นำแต่ละประเทศตอบรับที่จะเข้าร่วมประชุมทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีการประสานงานกับหลายประเทศอยู่ ได้รับ การตอบรับในทางบวก เมื่อถามว่าผู้นำมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าเขาอาจจะดูสถานการณ์ระยะหนึ่ง เป็นเรื่องธรรมดา แต่โดยทั่วไปทุกประเทศอยากให้จัดการประชุมโดยเร็ว เพราะมีเรื่องค้างอยู่ อยากจะดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม เราได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลระบบรักษาความปลอดภัย มอบหมาให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแล

มั่นใจทหารคุมอยู่“อาเซียนซัมมิท
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง แสดงว่าทหารจะเป็นหลักในการดูแลรักษาความปลอดภัยใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าคงจะพิจารณาอีกครั้ง เพราะจะเป็นข้อกำหนดที่ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป เมื่อถามว่าหากใช้ทหารเข้ามาจะทำให้บรรยากาศแข็งเกินไปหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เขาไม่ห่วงเรื่องแข็งไป เขาห่วงปัญหาครั้งที่แล้วมาก กว่าว่าจัดการกับผู้ชุมนุมไม่ได้ คิดว่าการจัดระบบใหม่ที่เป็นรูปธรรม มีกฎหมายรองรับ น่าจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ง่าย เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะไม่มีเหตุอะไรทำให้การประชุมล่มอีกครั้งใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราดูแลเต็มที่ และทางฝ่ายความมั่นคงก็ทำงานเต็มที่ต่อเนื่องกันไป

ตั้ง“ประวิตร”ปธ.ความปลอดภัย
 
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมอาเซียนซัมมิทและประเทศคู่เจรจานี้ นายกรัฐมนตรีมอบหมาให้ตนเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการประชุม โดยในส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาความปลอดภัยของผู้นำต่างประเทศ เนื่องจากเหตุการณ์ที่พัทยาทำให้เราสูญเสียความน่าเชื่อถือไป ดังนั้นครั้งนี้จึงต้องทำสุดความสามารถ มีการแต่งตั้งให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นประธานอำนวยการในการบริหารจัดการดูแลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้นำ โดยจะมีการใช้กำลังของทหาร และตำรวจผสมกัน แต่เพื่อให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะครั้งนี้รัฐจะใช้กำลังทหารเป็นหลักเนื่องจากกำลังตำรวจมีไม่เพียงพอ รัฐบาลจะประกาศ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ให้พื้นที่ จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ความมั่นคง ยืนยันว่าการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้จะไม่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และการท่องเที่ยว เป็นเพียงการประกาศในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อน และระหว่างการประชุมเท่านั้น

“เทพเทือก”ยันไม่ให้ซ้ำรอยพัทยา
 
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า การใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง จะทำให้รัฐใช้ทหารเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยได้ เพราะการจัดประชุมที่ จ.ภูเก็ต  จะใช้กำลังทหารเป็นหลัก และจะพยายามทำให้พื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ปลอดการชุมนุม เพื่อให้ผู้เข้าประชุมเกิดความมั่นใจ และเมื่อประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ออกมา คงไม่อนุญาตให้มีการชุมนุม ซึ่งทางรัฐบาลจะขอร้องให้ชุมนุมหลังการประชุม แต่เท่าที่ทราบคนภูเก็ตจะไม่ยอมให้มีการชุมนุม เพราะเขากังวลว่าจะ เป็นผลเสียต่อการประชุม และหากมีการชุมนุมรอบนอก จ.ภูเก็ต ก็ต้องดูว่าการชุมนุมนั้นสร้างความเสียหายต่อการจัดประชุมหรือไม่ เพื่อจะหาทางแก้ไขต่อไป เมื่อถามว่าจะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามแบบนี้ ขอให้ดูก่อน เพราะการชุมนุมที่ผ่านมาเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ อย่างไรก็ตาม จะขอกลับไปศึกษารายละเอียดของกฎหมายนี้อีกครั้งว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส “เที่ยวนี้ผมจะทำเต็มที่และจะไม่ยอมให้เกิดเหตุแบบพัทยาอีกแล้วเด็ดขาด การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง จะไม่น่ากลัวสำหรับประชาชนทั่วไป แต่จะน่ากลัวสำหรับคนที่ตั้งใจไม่ดี ขณะนี้หน่วยงานความมั่นคงประชุมกันตลอด”

ส่งแผนให้กอ.รมน.พิจารณา
 
ที่กรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมเตรียมความพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัย การประชุม สุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ จ.ภูเก็ต ว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายกำหนดแผนการปฏิบัติ และนำแผนไปให้คณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในได้พิจารณาแล้ว มั่นใจว่าจะมีมาตรการที่ทำให้การประชุมผ่านไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือในพื้นที่ของประชาชน และเอกชนน่าจะทำให้การประชุมผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งในที่ประชุมฯ มีความมุ่งหวังว่าประชาชนในพื้นที่จะให้ความร่วมมือ เพราะประเทศของเราไม่มีโอกาสอื่นที่จะทำให้การประชุมเกิดขึ้นได้นอกจากเวทีนี้ ถ้าหากเราไม่สามารถทำให้เวทีการประชุมนี้ผ่านไปได้ ไม่ใช่เฉพาะการประชุมนี้แค่นั้น การประชุมนานาชาติในอนาคตที่จะมีในประเทศไทย ก็จะต้องมีความเชื่อถือด้วย

พท.รุกป.ป.ช.คดีสลายชุมนุม13เม.ย.
 
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อม ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ ไต่สวนข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการมือง กรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่ากรณีการสั่งให้ใช้อาวุธร้ายแรง และความรุนแรงเข้าปราบปราม สลายการชุมนุมประท้วงรัฐบาลของกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จนเป็นเหตุให้มีประชาชนล้มตาย บาดเจ็บ และสูญหายเป็นจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63

วอนใช้มาตรฐานเดียวกับ7.ต.ค.
 
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่าการเข้าสลายการชุมนุม กองกำลังทหารได้ใช้อาวุธปืนร้ายแรงทำร้ายร่างกายประชาชนจนถึงแก่ความตาย บาดเจ็บ และสูญหาย รวมทั้งจับกุม ควบคุมตัวไปไว้ในค่ายทหาร จ.สระบุรี จำนวนมาก จึงมายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 250 และ 275 นอกจากนี้ ยังมีอำนาจตามพ.ร.บ.คณะกรรมการ ป.ป.ช. 2542 มาตรา 19, 66 และ 84 ในการไต่สวนข้อเท็จจริงกับหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง และข้าราชการการเมือง ที่ใช้อำนาจเกินกว่ากฎหมายกำหนด ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับการใช้มาตรฐานการสอบสวนนาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และครม. ในเหตุการณ์ 7 ต.ค. 2551 รวมทั้งมีการดำเนินคดีอาญาด้วย

จ่อเอาผิด “เนวิน” คุมเสื้อน้ำเงิน
 
พรรคเพื่อไทย และพี่น้องประชาชนจึงมายื่นหนังสือร่วมกันเพื่อให้ ป.ป.ช.ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบการสลายการชุมนุมวันที่ 13 เม.ย. ประชาชนฝากความหวังว่า ป.ป.ช. จะต้องให้ความกระจ่าง และข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ตามอำนาจที่มีอยู่ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในวันที่ 12 พ.ค. จากนั้นวันที่ 13 พ.ค. จะเข้าร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ และวันที่ 15 พ.ค. เข้าร้องเรียนกับองค์กรฮิวแมนไรท์ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และในสัปดาห์หน้า พรรคเพื่อไทยจะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนายเนวิน ชิดชอบ กรณีใส่เสื้อเกราะไปบงการที่พัทยาก่อนที่จะมีการสลายการชุมนุม รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เอาผิดกับคนเสื้อแดง แต่กำลังหลงประเด็นว่าคนเสื้อสีน้ำเงิน และคนใส่เสื้อหลากสีที่มีอาวุธสงครามมีอำนาจอะไรไปสั่งข้าราชการ ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ดำเนินการเรื่องนี้ จะถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

สั่งฟ้อง“แรมโบ้อีสาน”ผิดก.ม.ฉุกเฉิน
 
ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนบรมราชชนนี พนักงานสอบสวน สน.ดุสิตนำตัวนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย ฉายา “แรมโบ้อีสาน” แกนนำนปช.ผู้ต้องหา พร้อมสำนวน พยานหลักฐาน และความเห็นสมควรสั่งฟ้องข้อหากระทำผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่มั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาส่งมอบให้กับอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เพื่อพิจารณาสั่งคดี โดยอัยการนัดผู้ต้องหามาฟังคำสั่งในวันที่ 13 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความของนายสุภรณ์ กล่าวว่าในชั้นสั่งคดีของอัยการ ผู้ต้องหาไม่ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม แต่จะขอสู้คดีในชั้นศาล อย่างไรก็ดีเช้าวันที่ 14 พ.ค.นี้ พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ จะนำตัวนายสุภรณ์ และผู้ต้องหาอื่น มาส่งมอบให้อัยการ ฝ่ายคดีอาญา พร้อมสำนวนพยานหลักฐาน และความเห็นสมควรสั่งฟ้องข้อหาบุกรุก กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ โดยใช้กำลังประทุษร้าย และข้อหาทำให้เสียทรัพย์  

“บิ๊กป๊อก”ฟ้องคนหาเอี่ยวยิง“สนธิ”
 
ส่วนความคืบหน้าคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ระบุว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีผู้ที่นำชื่อตนเองไปเชื่อมโยงกับการลอบสังหารนายสนธิ ว่า ตนให้เจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายดูแลว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่ตนไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกฎหมาย คาดว่าสัปดาห์หน้าคงจะทราบว่าจะทำอย่างไร เมื่อถามว่าตำรวจประสานขอข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของกระสุนปืนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนได้รับราย งานจากเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ว่า มีหนังสือฉบับหนึ่งของผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐาน ขอรายละเอียดเกี่ยวกับเลขงานกระสุน 06 กับ 07 ของกระสุน 5.56 มม. เป็นกระสุนของปืนเอ็ม 16 มา 1 ฉบับ เพื่อขอรายละเอียดว่า กระสุน ลอตนี้มีเลขงานอะไรบ้าง ซึ่งขณะนี้ทางกรมสรรพาวุธกำลังเตรียมข้อมูล เพื่อตอบให้ความร่วมมือไป

ชี้ตรวจสอบยากกระสุนปืนรั่วไหล
 
ส่วนกรณีคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทอง จ.ชลบุรี อ้างว่ากระสุนที่ใช้ซื้อมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องแบบนี้คิดว่าไม่ใช่เรื่องดี แต่ถ้ามีตัวอย่างนี้จะง่ายเพราะถ้าเอามาจากหน่วย ความยากคือ กระสุนที่จ่ายออกไป แต่ละลอตผลิตเป็นหมื่นนัด บางทีจ่ายไปในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 หรือกองพลทหารราบที่ 9 จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยกว้าง แต่ยินดีที่จะให้ตำรวจไปสอบสวนว่า จ่ายไปที่ใครบ้าง แต่ถือว่าตรวจสอบยากว่ารั่วมาจากจุดใด ทั้งนี้หากมีการกล่าวอ้างว่าซื้อมาจากใคร เราจะดำเนินการได้ ดังนั้นจะต้องถามคนร้ายว่าซื้อมาจากใคร.

อ่านต่อที่ : รบ.งัด กม.ความมั่นคง

‘กรณ์’โหมโรดโชว์ชวนนักลงทุน

‘กรณ์’โหมโรดโชว์ชวนนักลงทุน

หวังกู้ศรัทธาเรียกเชื่อมั่นคืนกลับมาระบุเศรษฐกิจไทยเดินมาถึงจุดต่ำสุด
 
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ร่วมงาน อาเซียน สตาร์ โรดโชว์ ครั้ง  ที่ 3 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดโดยแบงก์ ออฟ อเมริกา และบริษัทเมอร์ริลลินซ์ โดยภายในงานได้พบปะ หารือ และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของรัฐบาลกับผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนที่มีชื่อเสียงจำนวนมากกว่า 1,000 คน ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 2-3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สนใจการลงทุนในประเทศเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย และหารือในลักษณะวัน ออน วัน ซึ่งมีบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมพบปะกับผู้จัดการกองทุนต่าง ๆ
 
“จากการได้หารือกับผู้จัดการกองทุน ได้ชี้แจง ทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา และนโยบายการลงทุนของรัฐบาล โดยนักลงทุนส่วนใหญ่เน้นสอบถามประเด็นทางการมือง และต้องการให้การเมืองมีเสถียรภาพ อย่างน้อย 1 ปี เพราะเกรงว่านโยบายของรัฐบาลอาจจะสะดุด หากการเมืองในประเทศต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งผมได้ยืนยันว่า ปี 53 ไทย    อาจมีการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ต้องรอดูผลของการปฏิรูป   การเมืองว่าใช้เวลาเท่าใด การแก้รัฐธรรมนูญเป็น อย่างไร ซึ่งขณะนี้รัฐพยายามสร้างความสมานฉันท์ และพยายามชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ในสภาฯ ซึ่งก็ได้ข้อสรุประดับหนึ่ง”
 
อย่างไรก็ตาม ตนได้ยืนยันว่า แผนปฏิบัติการลงทุนของรัฐบาล ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 55 ที่มีมูลค่าการลงทุน 1.4 ล้านล้านบาท จะได้รับการสานต่อแน่นอน ไม่ว่าพรรคการเมือง ไหนจะเข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะแผนดังกล่าว เน้นโครงการชลประทาน     ขนส่ง การศึกษา เป็นโครงการเชิงบวก ที่เกิดประโยชน์กับประชาชน
 
ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท และ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท มีกำหนดเวลาที่ต้องเร่งรีบดำเนินการภายในปีนี้ โดยโครงการที่จะเริ่มได้ภายในปีนี้มีมูลค่า 250,000 ล้านบาท และโครงการที่จะดำเนินการภายใน 1 ปี อีก 1 ล้านล้านบาท
 
นายกรณ์ กล่าวว่า นักลงทุนไม่ได้กังวลเรื่องการระดมเงิน หรือภาระหนี้ของรัฐบาล เพราะไทยมีสภาพคล่องทางการเงินส่วนเกินสูงถึง 2 ล้านล้านบาท และช่วงนี้เหมาะสมที่สุดของการลงทุน เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ น้ำมันถูก ซึ่งโครงการลงทุนต่าง ๆ จะสร้างงานได้ถึง 160,000 ถึง 2 ล้านราย และจะมีผลต่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง พร้อมทั้งคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ทั้งปีนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบ 3.5% เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และคาดว่าปีนี้จีดีพีจะติดลบ 3.5% โดยยังไม่รวมจากการดำเนินแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 55 ที่จะลงทุนในโครงการต่าง ๆ  มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท.

อ่านต่อที่ : ‘กรณ์’โหมโรดโชว์ชวนนักลงทุน

บันทึกโพสใน เศรษฐกิจ. Leave a Comment »

นายกฯเปิดประชุม รมต.สธ.อาเซียน+3 หวังพัฒนาศักยภาพคลังยาอาเซียน

นายกฯเปิดประชุม รมต.สธ.อาเซียน+3 หวังพัฒนาศักยภาพคลังยาอาเซียน

นายกฯเปิดประชุม รมต.สธ.อาเซียน+3 หวังพัฒนาศักยภาพลังยาอาเซียน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
8 พฤษภาคม 2552 09:39 น.

       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธานเปิดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน+3 นัดพิเศษ เพื่อร่วมหารือแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งในพิธีเปิดการประชุมครั้งนี้ แพทย์หญิงมาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ได้กล่าวร่วมปราศรัยผ่านเทปบันทึกภาพและเสียง ร่วมในพิธีเปิดการประชุมด้วย
        ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งของการกล่าวเปิดงาน นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งได้ส่งผลกระทบให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 2,000 ราย ใน 24 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ได้มีโอกาสหารือรับมือสถานการณ์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศสมาชิกเคยมีการหารือถึงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก และโรคซาร์ส มาแล้ว ซึ่งหวังว่ากลุ่มประเทศสมาชิก+3 จะได้มีการพัฒนาศักยภาพลังยาอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ให้สามารถเพิ่มจำนวนยาและเวชภัณฑ์ที่เพียงพอ รองรับกับประชากรในภูมิภาค และสามารถแบ่งปันต่อภูมิภาคอื่นได้ด้วย
        สำหรับในส่วนของประเทศ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อรับมือแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้ว

อ่านต่อที่ : นายกฯเปิดประชุม รมต.สธ.อาเซียน+3 หวังพัฒนาศักยภาพคลังยาอาเซียน

09:38 น. นายกฯเปิดประชุม รมต.สธ.อาเซียน

09:38 น. นายกฯเปิดประชุม รมต.สธ.อาเซียน

8 พค. 2552 09:38 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน วันนี้ (8 พ.ค.) ว่า มีการรักษาความปลอดภัย ที่โรงแรมดุสิตธานี สถานที่จัดงานอย่างเข้มงวด โดยมีสื่อมวลชนมาทำข่าวกันอย่างใกล้ชิด
สำหรับการประชุมวันนี้ บรรดารัฐมนตรีและผู้นำแต่ละประเทศ จะร่วมกันสรุปให้ความเห็นชอบและรับข้อตกลงร่วมกัน ทั้งการเปิดสายด่วน แลกเปลี่ยนข้อมูล การตั้งทีมสอบสวนโรคเร็วเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ หากมีการระบาดตามแนวพรมแดน ความร่วมมือการตรวจชันสูตรเชื้อจากห้องปฏิบัติการ การตรวจคัดกรองผู้โดยสารเดินทางออกจากพื้นที่ ที่มีการระบาด และ ร่วมมือกันวิจัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข หากเกิดการระบาดใหญ่ขึ้น โดยในโอกาสนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีะ นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ ด้วย

อ่านต่อที่ : 09:38 น. นายกฯเปิดประชุม รมต.สธ.อาเซียน

WHOคาดทั่วโลกอาจติดเชื้อหวัด2พันล้านคน

WHOคาดทั่วโลกอาจติดเชื้อหวัด2พันล้านคน

นายเคอิจิ ฟูกูดะ รักษาการณ์ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก หรือ WHO เตือนเมื่อวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.)ว่า อาจมีประชากรโลกมากถึง 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หากการระบาดที่ดำเนินอยู่ใน 24 ประเทศในปัจจุบัน พัฒนาไปเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลกที่จะใช้เวลานาน 2 ปีกว่าจะยุติ เพราะเคยมีบันทึกในประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับการระบาดของไข้หวัดในลักษณะนี้ แต่เขาก็กล่าวด้วยว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว จึงไม่อาจคาดเดาได้ว่า ผลกระทบของการระบาดในปัจจุบันจะรุนแรงน้อยกว่า หรือมากกว่าในอดีต ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอิสระต่างเห็นพ้องว่าการคาดการณ์ของเขามีโอกาสเป็นไปได้ แต่ก็เสริมว่าผู้ติดเชื้อครึ่งหนึ่งอาจไม่แสดงอาการด้วยซ้ำ
  
ถ้อยแถลงของนายฟูคูดะมีขึ้น ท่ามกลางความวิตกที่เพิ่มขึ้นว่าความเคลื่อนไวของ WHOที่ผ่านมาซึ่งรวมทั้งการกระดับการเตือนภัยจากโรคเป็นระดับ 5 จากทั้งหมด 6 ระดับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้หลายประเทศเดินหน้าตามแผนการเตรียมตัวรับมือกับการระบาดไปทั่วโลก อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เพราะดูเหมือนผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง ขณะที่นายฟูคูดะย้ำว่า สถานการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ยังไม่หยุดนิ่ง ยังพัฒนาไปเรื่อยๆ ไวรัสยังสามารถกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายถึงตายมากกว่าเดิมได้ รวมทั้งการที่ซีกโลกใต้กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว เพราะซีกโลกใต้มีประเทศกำลังพัฒนามากกว่าซีกโลกเหนือ ประชากรจึงมีความเสี่ยงจากการระบาดของโรคสูงกว่า

นายฟูคูดะได้กล่าวต่อที่ประชุม 13 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนที่กรุงเทพให้ยังคงใช้ความระมัดระวัง แม้ไวรัสจะไม่รุนแรงเท่าที่คาด เพราะมีตัวอย่างจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อปี 2461 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 40 ล้านคน  เพราะเริ่มด้วยการระบาดอย่างอ่อน ก่อนที่จะกลายพันธุ์ ทำให้
เกิดระบาดอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัส 2009 ของ WHO อยู่ที่ 2,099  คนและเสียชีวิต 44 คน

อ่านต่อที่ : WHOคาดทั่วโลกอาจติดเชื้อหวัด2พันล้านคน

ผบ.ทอ.จี้รัฐบาลทบทวนงบกองทัพ

ผบ.ทอ.จี้รัฐบาลทบทวนงบกองทัพ

วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 8 พ.ค.- เมื่อเวลา 06.30 น.  พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานนำนายทหารชั้นผู้ใหญ่และกำลังพลของกองทัพอากาศทำบุญเวียนเทียนเนื่องในวันวิสาขบูชา ว่าเป็นวันที่ทุกคนจะได้ร่วมกันมาทำบุญและทำใจให้สงบเพื่อมีความพร้อมที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ประเทศไทยเรามีวิกฤติมาหลายครั้งและต่อเนื่อง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนคงจะใช้สติวิจารณญาณให้มาก

เมื่อถามว่า ในส่วนของกองทัพมีการดูแลรักษาความปลอดภัยในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ จ.ภูเก็ตอย่างไรบ้าง พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า ทางกองทัพได้ให้การสนับสนุนเต็มที่ ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัย ซึ่ง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับผิดชอบในเรื่องนี้ ได้ประชุมต่อเนื่องมาหลายครั้งรวมถึงการลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต

“เราได้มีการวางแผนครอบคลุมในทุกด้านจะไม่ยอมให้สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตต้องเกิดขึ้นอีก และประชาชนใน จ. ภูเก็ต เห็นถึงความสำคัญเพราะเป็นหน้าเป็นตาเชื่อว่าเหตุการณ์แบบนั้นคงเกิดขึ้นไม่ได้อีกและจะเป็นไปด้วยความราบรื่น ถ้าเกิดอีกประเทศไทยคงเป็นประเทศที่เชื่อถือไม่ได้เลย การจัดการประชุมในระดับประเทศคงทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจให้การสนับสนุน ซึ่งในส่วนของกองทัพเรือ จะดูความปลอดภัยทางทะเล กองทัพอากาศ จะดูความปลอดภัยสนามบินร่วมถึงมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับทางอากาศทั้งหมด เราได้พูดคุยและเตรียมแผนอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่า การประกาศใช้ พรบ. ความมั่นคงจะส่งผละกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า   ถ้าเหตุการณ์ไม่สงบและเราประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน จะทำให้ประเทศต่างๆมีความไม่แน่ใจในเรื่องของระดับความปลอดภัย แต่ พรบ. ทางด้านความมั่นคง เป็นมาตรการกำหนดความปลอดภัยและรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้ ดังนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน

ผบ.ทอ.ฮึ่มจี้รัฐทบทวนงบกองทัพ

 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน -8 พ.ค.–ผบ.ทอ. ชี้ รัฐบาลตัดงบ ส่งผลต่อศักยภาพกองทัพ โวยชีวิตทหารมีค่า  ถ้าไร้เขี้ยวเล็กจะเอาอะไรป้องกันประเทศ เตรียมเสนอรัฐบาลทบทวนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนอีก 6 ลำ
 พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึง กรณีที่รัฐบาลจะมีการตัดงบของกองทัพว่ากองทัพอากาศเป็นกองทัพหนึ่งที่เราได้มีการตั้งงบประมาณทุกปี เช่นเดียวกับกระทรวง ทบวง กรม เป็นภาระกิจหน้าที่ของกองทัพที่จะเตรียมกำลังไว้ให้พร้อม ซึ่งการตั้งงบประมาณของกองทัพ ก็เพื่อจัดหายุทโธปกรณ์มาใช้ในระยะยาวไม่ใช่ว่ามีเงินซื้อแล้วจะซื้อได้ ต้องใช้เวลา 35 ปี ซึ่งงบประมาณที่ตั้งขึ้นมา เพื่อให้มีความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่ได้ตามที่วางไว้จะส่งผลกระทบต่อความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ 

“เราก็มีความเข้าใจว่าการตั้งกรอบงบประมาณของรัฐบาลก็ต้องคำนึงถึงรายได้ เพราะฉะนั้นเมื่อรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า จำเป็นจะต้องปรับลดลงมาถึง 2 แสนล้านบาทก็ต้องกระทบต่อทุกกระทรวง ทบวง กรม เราก็ต้องปรับตามงบประมาณที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ให้ แต่เราต้องชี้แจงว่าอันไหนที่มีความจำเป็นก็จะร้องขอให้รัฐบาลทบทวน เพราะว่ายุทโธปกรณ์เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศมีความมั่นคง หากรั้วไม่แข็งแรงประเทศเพื่อนบ้านจะไม่เกรงใจ และทหารทุกคนคิดว่าเราพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจและสละชีวิตเพื่อชาติอยู่แล้ว แต่เราต้องมียุทโธปกรณ์หรืออาวุธที่ทัดเทียมในการต่อสู้ และชีวิตทหารทุกคนมีค่า   เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้นมาจะทำให้ทหารเสียชีวิตโดยที่เรามีอาวุธยุทโธปกรณ์สู้เขาไม่ได้” 

เมื่อถามว่า รับได้หรือไม่หากไม่ได้เครื่องบินขับไล่กริพเพนอีก 6 ลำ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า โครงการที่เป็นการผูกพันงบประมาณจะต้องมีการทบทวน ความจำเป็นยังคงมีอยู่ถ้าเราจัดหางบประมาณในกรอบปี 2553 ไม่ได้ เราคงจะต้องชะลอไปก่อน ซึ่งกองทัพอากาศได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่าการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่จะต้องจัดหาเป็นฝูงบิน ในอดีตที่ผ่านมาเราจัดหา 1 ฝูง 18 เครื่องมาโดยตลอด ในครั้งนี้ เราได้แจ้งความต้องการว่ามีความจำเป็นต้องจัดหาแทน เครื่องบินขับไล่ F 5 ที่ปลดประจำการในปี 2554 ถ้าหากเราจัดหาในระยะแรกได้แค่ 6 เครื่อง ความพร้อมที่จะดูแลผลประโยชน์ของประเทศโดยเฉพาะในภาคใต้ เราก็คงไม่มีความมั่นใจ 

เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยกับ พล.อ. ประวิตร วงศ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีทราบดีและท่านก็เห็นความจำเป็น และสนับสนุนมาโดยตลอด ทางกองทัพอากาศก็เข้าใจเราคงจะไม่ไปดิ้นรน แต่จะพยายามปรับตามกรอบของงบประมาณเพื่อให้เราสามารถดำรงสภาให้ได้ หากจำเป็นก็ต้องชะลอ แต่การจัดหาคงต้องให้ครบตามความต้องการ 

เมื่อถามว่า จะมีปัญหากับฝ่ายการเมืองหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า คงไม่มีเพราะว่าเราเข้าใจสถานการณ์ดีว่า ประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปได้การเมืองจะต้องนิ่ง เพราะฉะนั้น ทหารคงไม่มีปฏิกิริยาอะไร เราก็ทำตามบทบาทของเรา คงต้องพูดคุยกันเพื่อสนับสนุนรัฐบาลไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวกระทบต่อศักยภาพของกองทัพ เพราะอาวุธยุทโธปกรณ์จะต้องทันสมัย หากเราต้องป้องกันประเทศอาวุธที่สู้กันไม่ได้หรือล้าสมัยไปสู้กันก็ไม่มีใครเขาเกรงใจ   ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้มีการชี้แจงให้ ผบ. เหล่าทัพ ได้รับทราบ และเราก็เข้าใจดีและพยายามที่จะดำเนินการตามที่ท่านได้ให้นโยบายเอาไว้

อ่านต่อที่ : ผบ.ทอ.จี้รัฐบาลทบทวนงบกองทัพ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.